“Social Listening เชิงรุก” ทำแล้วได้อะไร

//“Social Listening เชิงรุก” ทำแล้วได้อะไร

“Social Listening เชิงรุก” ทำแล้วได้อะไร

“Social Listening เชิงรุก” ทำแล้วได้อะไร

ความเหนือในยุคดิจิทัลคือการใช้เครื่องมือให้มีประโยชน์ถึงขั้นสุด ในกลยุทธการตลาดที่สำคัญอย่างนึงคือเราสามารถใช้เครื่องมือ Social Listening อย่างคุ้มค่าที่สุด “Social Listening เชิงรุก” เพื่อทำให้เรารู้ “ธรรมชาติของกลุ่มเป้าหมาย” (Insight) และเป็นผลดีในกลยุทธการตลาดเชิงรุก

เพราะจุดเด่นสามารถเก็บข้อมูลได้ละเอียดอีกทั้งปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว ครอบคลุมในทุกพื้นที่สาธารณะในโลก Social หากเราใช้ข้อมูลไปทำการวิเคราะห์ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำการตลาดเชิงรุกทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่รวมตัวหรือสังคมของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงกำลังสนใจเรื่องอะไร หรือมีความโน้มเอียงจะชอบสิ่งไหน หรืออยากได้อะไรเพิ่มเติมเพื่อที่จะเป็นแรงจุงใจการในการกระทำการใดๆ ทั้งหมดนี้เราสามารถหาข้อมูลได้จากใน Social Network โลกไร้พรหมแดนที่ตอนนี้เป็นโลกเสมือนของทุกคนที่ใช้ internet ไม่ว่าจะเป็น เป็น Facebook, YouTube, Twitter, Instagram

เป้าหมายในการทำการตลาดเชิงรุก

  1. เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ :

    หากเรากำหนดคำที่ใช้ในการ Observe ได้ตรงกับพฤติกรรมลูกค้า ข้อมูลจาก Social Listening จะเป็นประโยชน์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใหม่ที่ต่างจากลูกค้าเดิมที่มีอยู่แล้ว ช่วยเพิ่มโอกาสให้เราขยายฐานลูกค้าได้หลากหลายอย่างมาก

  2. กระตุ้นยอดขาย :

    อำนาจในการตัดสินใจซื้อสินค้าในกลุ่มคนที่อยู่ใน Social network ขึ้นอยู่กว่า สินค้าอยู่ในความสนใจของลูกค้าหรือไม่ หากเรารู้ความต้องการและรู้ว่าลูกค้า want สิ่งไหน ก็ไม่ยากที่จะทำให้เราขายสินค้า หรือบริการที่ตรงใจลูกค้าได้อีก

  3. รักษาฐานลูกค้า และ นำเสนอสิ่งใหม่ :

    เทคนิคอีกอย่างที่เราจะสามารถเลี้ยงฐานลูกค้าเดิมได้คือการนำเสนอของใหม่ ต้องถามว่าเราสามารถรู้ได้หรือไม่ว่า ลูกค้าของเราต้องการอะไรเพิ่ม ข้อมูลจาก Social Listening สามารถบอกท่านได้เลยและสามารถแยกแยะได้ละเอียดมากไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ พื้นที่ที่อยู่ ความสนใจ อารมณ์ ความอยากส่วนตัว

  4. เปรียบเทียบคู่แข่งและหาทางแซง :

    ข้อมูลจาก Social Listening ไม่จำกัด Keyword ว่าเราจะใช้คำอะไร ดังนั้นเราสามารถวิเคราะห์คู่แข่งได้ จากข้อมูลที่เราใส่เข้าไปจึงไม่ยากหากเราจะรู้เขารู้เราแล้ว “ตีงูให้ตายได้ในครั้งเดียว” (อุ้ยอาจจะโหดไป) อย่างน้อยเราก็รู้ทันคู่แข่งและปรับกลยุทธการรับมือของเราได้

  5. เพิ่มจุดเด่นที่โดนให้กลุ่มลูกค้าติดใจอย่างตราตรึง :

    อย่างนึงคนในระดับองค์กรที่จะช่วยกันพัฒนาศักยภาพให้ลูกค้าติดตราตรึงใจไม่ไปไหนกับเรา คือการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าประทับใจได้มากที่สุด Social Listening สามารถบอกได้ลึกซึ้งถึงอารมณ์ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ความพึงพอใจได้อย่างตรงจุด

นักการตลาดอาจจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า Social Monitoring และ Social Analyst สำคัญแค่ไหนกับกลยุทธการตลาด แต่ผู้คนบางส่วนจะคิดว่าการตลาดเท่านั้นที่เหมาะที่จะใช้ Social Listening Tool แต่หารู้ไม่ว่า ข้อมูลที่ได้เป็นประโยชน์กับหลายส่วนขององค์กรเลยทีเดียว

การต่อยอดจากการทำ Social Listening นั้นจะเป็นการนำข้อมูลมาใช้งานเพื่อให้เป็นประโยชน์กับแบรนด์ หรือบริษัท ในด้านต่าง ๆ มากที่สุด

  1. ด้านการตลาด :

    วิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Insight หรือ ความสนใจในสภาพสังคมขณะนั้น หรือชั่วระยะเวลานั้น ๆ ทำให้ฝ่ายการตลาดสามารถรู้วิธีการเข้าถึงลูกค้าเหล่านั้นและมีไอเดียดี ๆ ที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสนใจได้อย่างตรงจุด วางแผนการใช้สื่อ Social และวัดผลการตอบรับในการทำแคมเปญได้ดีอีกด้วย

  2. ด้านการบริการ :

    ในทุกธุรกิจจำเป็นต้องมี Service ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่การที่จะทำให้เราสามารถรับรู้ความพึงพอใจได้นั้น ใช่ว่าการเข้าไปถามตรง ๆ ลูกค้าของเราจะบอกได้ทั้งหมด เนื่องจากอารมณ์ เวลาสั่นๆ สถานที่ และคนที่อยู่ได้อาจมีปัจจัยที่ทำให้ กลุ่มเป้าหมายไม่สามารถรู้ความต้องการที่แท้จริงได้เลย Social Listening จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เรารับรู้ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดีและละเอียดครบถ้วนอีกด้วย

  3. ด้านผลิตภัณฑ์ :

    ข้อมูลที่ได้จาก Social Listening ไม่ใช่แค่การดูว่าผลตอบรับเรื่องความพึงพอใจเท่านั้น การแสดงความคิดเห็นของลูกค้าจะมีการสื่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตัวผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของเรา ทำให้อาจนำไปสู่ไอเดียแปลกใหม่และไม่เหมือนใครเป็นจุดขายหรือเพิ่มจุดเด่นเฉพาะตัวของอีกด้วย ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและ ความประทับใจในแบรนด์ได้ไปในคราวเดียวกัน

  4. ด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ :

    ความรู้สึกว่า “ไว้วางใจแบรนด์” ไม่ได้สร้างกันได้ง่าย ๆ แต่มันต้องอาศัยองค์ประกอบรวมกันหลายอย่าง ซึ่งหากเราจะจูงใจลูกค้าให้ “ซื่อสัตย์” กับแบรนด์ของเราได้นั้น อย่างแรกคือต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของเรา รู้สึกอย่างไร เราจึงจะสามารถคิดแผนการรับรู้ให้กลุ่มเป้าหมายของเราได้ Social Listening จึงเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวในที่นี้ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ลูกค้าได้ และเราสร้างแนวทางการรับรู้ของลูกค้าที่อยากให้เป็น

  5. การจัดการเมื่อถึงสถานการณ์วิกฤต :

    เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในองค์กรระดับใหญ่ ต้องวางแผนในการรับมือให้รัดกุม เนื่องจาก ความเชื่อมั่นในแบรนด์นั้นสร้างยากมากในระดับใหญ่ และด้วยขนาดทำให้เป็นที่จับตามองจากสื่อใหญ่ น้อย หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นการกระจายของข่าวหรือข้อมูลในโลกยุค 4.0 อาจทำให้เกิดความเสียหายที่มหาศาลกว่าสมัยก่อนมากนัก Social Listening สามารถทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันทวงทีและเร็วพอที่จะคุมความเสียหายได้

By | 2018-07-11T09:38:56+00:00 June 15th, 2018|Uncategorized|0 Comments

About the Author: